ประกาศตั้งรางวัลนำจับ 5,000 บาท หาตัวคนร้ายยกตู้เซฟ หลังผ่าน 1 ปีคดีไม่คืบ

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 108/4 ม.3 ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด ของนายวีนัส ครองธรรมนางเสาวลักษณ์ ศิริสาคร สองสามีภรรยา ผู้เสียหายที่ถูกนายศักดาฤทธิ์ ดอนผา อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 ม.6 ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดตราด (2 พฤษภาคม 2561) ที่ก่อคดีลักทรัพย์ในเคหะสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 ได้ทรัพย์สินหลายรายการรวมความเสียหายประมาณ 300,000 บาท

นายวีนัส เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตนเองและภรรยา ออกไปขายผลไม้ที่ตลาดนัด มีพ่อตาอยู่บ้านเพียงลำพัง ซึ่งนายศักดิ์ฤทธิ์ ที่เช่าบ้านอยู่ในซอยเดียวกันมานานกว่า 1 ปี และรู้จักกันกับคนในซอย มีอาชีพรับจ้าง เคาะ ปะ ผุ รถยนต์ทั่วไป ที่ย้ายออกจากซอยไปประมาณ 2 เดือน ก่อนที่นายศักดิกดิ์ฤทธิ์ ขี่รถจักรยานยนต์ มาจอดที่ปากทางแล้วเดินมาข้างบ้าน ทำท่าที่มาตกปลา เมื่อพ่อตาเดินออกไปหาเพื่อนแถวบ้าน นายศักดิ์ฤทธิ์ งัดหน้าต่างหลังบ้าน งัดห้องนอน เข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินในห้องนอนลูก ได้เงินที่เป็นเหรียญประมาณ 5,000 บาท จากนั้นรื้อค้นทรัพย์สินห้องนอนตัวเองพร้อมตู้เซฟออกจากห้อง แบกขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

น่าที่น่าสนใจ
152

“โดยทรัพย์สินภายในตู้เซฟมีสร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ พระเหลี่ยมทอง เงินสดจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่าประมาณ 300,000 บาท ที่ผู้ต้องหาได้ไป ซึ่งหลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว พร้อมทำถูกวิถี เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบค้นหาคนร้าย จนทราบว่าเป็นนายศักดิ์ฤทธิ์ ดอนผา ก่อนที่ศาลจังหวัดตราดจะออกหมายจับเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 จนมาวันนี้ตั้งแต่วันเกิดเหตุครบ 1 ปี แล้ว ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ และวันนี้ประกาศให้รางวัลนำจับ 5,000 บาท กับผู้ที่เบาะแสจนสามารถจับกุมตัวได้” นายวีนัส ครองธรรม กล่าว
ขณะที่นางเสาวลักษณ์ ศิริสาคร หลังเกิดเหตุพ่อตัวเองมีอาการเครียดมาก จนกระทั่งเสียชีวิตจากโรคซึมเศร้า เพราะวันเกิดเหตุไม่ได้อยู่บ้านเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปกติที่พ่อออกจากบ้านไปหาเพื่อนประจำ ทุกวันนี้ตนเองยังเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดเหตุ เพราะทรัพย์สินที่หายไป เป็นน้ำพักน้ำแรงที่ตั้งใจทำงาน เก็บเงินไว้ให้กับลูก แต่กลับมาถูกคนร้ายเข้ามาขโมยถึงในบ้านเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว